ติสสเมตเตยยเถราปทานที่ ๑ (๔๐๑) ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีปและผลมะพลับ [๔๐๓] ดาบสชื่อโสภิตะ บริโภคแต่ผลไม้ที่หล่นเอง อาศัยยอดเงื้อมอยู่ในระหว่าง แห่งภูเขา ในกาลนั้น เราแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด เพื่อเข้าถึง พรหมโลก จึงนำเอาฟืนสำหรับติดไฟมาสุมไฟให้ลุกโพลง พระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา พระองค์ ประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงเสด็จมาในสำนักเราตรัสถามว่า ทำอะไรหรือท่านผู้มีบุญหนัก ขอจงให้ฟืนสำหรับติดไฟแก่เรา เราจะ บำเรอไฟ เพราะการบำเรอไฟนั้น ความบริสุทธิ์จักมีแก่เรา? เราทูลว่า ดูกรท่านผู้เป็นมนุษย์ ท่านเป็นผู้เจริญดี ท่านเข้าใจเทวดาดี เชิญท่าน บำเรอไฟ เชิญท่านเอาฟืนสำหรับติดไฟไป. ลำดับนั้น พระชินเจ้าทรงถือเอาฟืนจะติดไฟให้ลุกโพลง ไฟไม่ติดฟืน ในกองฟืนนั้น เพราะพระมเหสี ทรงทำปาฏิหาริย์. ตรัสว่า ไฟของท่านไม่ลุกโพลง เครื่องบูชาของท่านไม่มี การบำเรอไฟของท่าน ไร้ประโยชน์ เชิญท่านบำเรอไฟของเราบ้างซิ. เราทูลถามว่า ดูกรท่านผู้มีความเพียรใหญ่ ไฟของท่านเป็นเช่นไร ขอจงบอกไฟของ ท่าน เมื่อบอกแก่เราแล้ว เราทั้งสองจะบำเรอ? ตรัสว่า การบูชาของเรามี ๓ ประการนี้ คือ เพื่อดับธรรมอันเป็นเหตุ ๑ เพื่อเผา กิเลส ๑ เพื่อ (เพราะ) ละความริษยา และตระหนี่ ๑. เราทูลถามว่า ดูกรท่านมหาวีระผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นเช่นไร มีโคตรอย่างไร อาจาระและ ข้อปฏิบัติของ ท่านเราชอบใจนัก. ตรัสตอบว่า เราเกิดในสกุลกษัตริย์ ถึงที่สุดแห่งอภิญญา มีอาสวะทั้งปวงสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ของเราไม่มี. ข้าแต่พระองค์ผู้ส่องแสงสว่าง ทรงบรรเทาความมืด ถ้าพระองค์เป็น พระสัพพัญญูพุทธเจ้า ข้าพระองค์จักขอนมัสการพระองค์ พระองค์ผู้ทำ ที่สุดทุกข์. เราได้เอาหนังสัตว์ลาดถวาย เป็นที่ประทับนั่ง พระสัพพัญญูประทับนั่ง บนหนังสัตว์นั้น เราอุปัฏฐากพระองค์ พระผู้มีพระภาค ประทับนั่งบน หนังสัตว์ที่เราลาดถวายนั้น เรานิมนต์พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ไปสู่ภูเขา เก็บผลมะพลับใส่หาบจนเต็ม นำมาคลุกเคล้าด้วยน้ำผึ้งแล้ว ได้ถวายแด่ พระพุทธเจ้า เมื่อเรามองดูอยู่ พระชินเจ้าทรงเสวยในขณะนั้น เรามอง ดูพระองค์ผู้นำของโลก ยังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ พระพุทธเจ้าพระ- นามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งอยู่ใน อาศรมของเรา ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้อังคาส เราให้อิ่มหนำด้วยผลมะพลับด้วยมือของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๒๕ ครั้ง และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง ข้าว น้ำ ผ้า และที่ นอน อันสมควรแก่ค่ามากประกอบด้วยบุญกรรม (ดังจะ) รู้ความดำริ ของผู้นั้นผู้พร้อมเพรียงด้วยบุญกรรม จักบังเกิดขึ้นในทันที ผู้นี้จักเป็นผู้ บันเทิงพร้อมและเป็นผู้มีความสบายทุกเมื่อ ผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น จักเป็นผู้มีสุขทุกแห่ง จักได้ เป็นมนุษย์ ผู้นั้นเป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ได้เข้าเฝ้า พระสัมพุทธเจ้าแล้ว จักเป็นพระอรหันต์ เราระลึกถึงตนได้ในกาลใด ถึงความเป็นผู้รู้แจ้ง ในกาลใด ในกาลนั้น ความพร่องในโภคสมบัติ ไม่มีแก่เราเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราบรรลุถึงธรรมอันประเสริฐ แล้ว ถอนราคะและโทสะขึ้นได้แล้ว เป็นผู้มีอาสวะทั้งปวงสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เรา ได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระติสสเมตเตยยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ ติสสเมตเตยยเถราปทาน. ปุณณกเถราปทานที่ ๒ (๔๐๒) ว่าด้วยผลแห่งการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ [๔๐๔] พระพุทธเจ้าผู้สยัมภู ไม่ทรงแพ้อะไรๆ ทรงพระประชวร ทรงอาศัย ยอดเงื้อมประทับอยู่ในระหว่างภูเขา ขณะนั้นได้มีเสียงบันลือลั่นโดยรอบ อาศรมของเรา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จนิพพาน ได้มีแสงสว่างในขณะนั้น หมี หมาป่า เสือดาว เนื้อร้าย และราชสีห์ มีอยู่ในไพรสณฑ์ประมาณ เท่าใด ทั้งหมดนั้นได้พากันส่งเสียงร้องขึ้น ในขณะนั้น เราเห็นความ อัศจรรย์นั้นแล้ว ได้ไปสู่เงื้อม ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่แพ้ อะไรๆ นิพพานแล้ว เหมือนพระยารังมีดอกบานสะพรั่ง เช่นพระ- อาทิตย์อุทัย ดังถ่านเพลิงปราศจากเปลวไฟ ผู้ดับสนิทแล้ว ไม่แพ้อะไรๆ เรานำเอาหญ้าและไม้มากองให้เต็มแล้ว ได้ทำเชิงตะกอนขึ้นบนนั้น ครั้น ทำเชิงตะกอนดีแล้ว ได้ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ครั้นถวายพระเพลิง พระพุทธสรีระแล้วได้เอาน้ำอบปะพรม ในขณะนั้น เทวดายืนอยู่ในอากาศ ได้ระบุชื่อว่า ท่านผู้เป็นมุนี ในกาลใด ท่านมีนามชื่อว่าปุณณกะ ในกาล นั้น ท่านบำเพ็ญกิจนั้นแก่พระพุทธเจ้าผู้สยัมภูแล้ว เราจุติจากกายนั้น แล้ว ได้ไปสู่เทวโลก ในเทวโลกนั้น กลิ่นอันสำเร็จด้วยทิพย์ย่อมตกลง จากอากาศ แม้ในเทวโลกนั้น เราก็มีชื่อว่าปุณณกะ ในกาลนั้น เรา เป็นเทวดาหรือมนุษย์ย่อมยังความดำริให้บริบูรณ์ ภพนี้เป็นภพที่สุดของ เรา ภพที่สุดย่อมเป็นไป แม้ในภพนี้ นามของเราก็ยังปรากฏชื่อว่า ปุณณกะ เรายังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคดมศากยบุตรให้ทรงโปรด แล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัลปที่ ๙๑ แต่ กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอน ภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มี อาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้ว หนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ แล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปุณณกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ ปุณณกเถราปทาน. เมตตคูเถราปทานที่ ๓ (๔๐๓) ว่าด้วยผลแห่งการถวายเนยใส [๔๐๕] ภูเขาชื่ออโสก มีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ วิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิต อาศรมให้แก่เราที่ภูเขาอโสกนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้เลิศ ประกอบด้วยพระกรุณา เป็นมุนี เวลาเช้าทรงครองผ้าแล้ว เสด็จเข้ามาใน สำนักเราเพื่อบิณฑบาต เราได้เห็นพระมหาวีรเจ้า พระนามว่าสุเมธ ผู้นำ ของโลก เสด็จเข้ามาแล้ว รับบาตรของพระสุคตแล้ว เอาเนยใสและ น้ำมันใส่ให้เต็ม ถวายในพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระนามว่าสุเมธ ผู้นำของโลก ประนมกรอัญชลีแล้ว ยังความโสมนัสให้เกิดโดยยิ่ง ด้วย การถวายเนยใส (และน้ำมัน) นี้ และด้วยการตั้งจิตไว้มั่น เราเป็น เทวดาหรือเป็นมนุษย์ย่อมได้สุขอันไพบูลย์ เราท่องเที่ยวไปในภพน้อย ภพใหญ่ เว้นภพวินิบาต ตั้งจิตมั่นไว้ในพระพุทธเจ้านั้น ย่อมได้บทอัน ไม่หวั่นไหว ดูกรพราหมณ์ การที่ท่านได้เห็นเรานั้น เป็นลาภที่ท่านได้ดี แล้ว ด้วยว่า บุคคลอาศัยการเห็นเราแล้ว จักบรรลุถึงอรหัต ท่านจงเป็น ผู้เบาใจ ไม่ต้องกลัว บรรลุถึงยศใหญ่ ท่านถวายเนยใสแก่เราแล้ว จักพ้นจากชาติทุกข์ได้ด้วยการถวายเนยใสนี้ และด้วยการตั้งจิตไว้มั่น เราเป็นเทวดาหรือมนุษย์ย่อมได้สุขอันไพบูลย์ด้วยอธิการนี้ และด้วยความ เป็นผู้มีจิตเมตตา ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๑๘๐๐ กัลป จัก ได้เป็นท้าวเทวราช ๑๘ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดย คณนานับมิได้ จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครอบครองแผ่นดิน มีสมุทร สาคร ๔ เป็นที่สุด มีความชนะวิเศษ เป็นใหญ่ในชมพูทวีปมณฑล ๕๑ ครั้ง มหาสมุทรกระเพื่อมไม่หยุด และแผ่นดินทรงไว้ยาก ฉันใด โภคสมบัติของ เราจักนับประมาณมิได้ ฉันนั้น เราถวายเงิน ๖ ล้านแล้วออกบวชแสวงหา กุศลอะไรอยู่ จึงเข้าไปหาพราหมณ์พาวรี เราเล่าเรียนลักษณะมีองค์ ๖ ในมนต์นั้นอยู่ ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์เสด็จอุบัติขึ้นกำจัดความมืดนั้น แล้ว ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์ประสงค์จะเฝ้าพระองค์จึงมา ได้ฟัง ธรรมของพระองค์แล้ว ได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหวในกัลปที่ ๓ หมื่นแต่ กัลปนี้ เราได้ถวายเนยใสแก่พระพุทธเจ้า ในระหว่างนี้ เราไม่รู้จักทุคติเลย เราให้ขอเนยใสแล้ว เนยใสดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมเกิดตามปรารถนา รู้ความดำริแล้วเกิดขึ้น เราอังคาสภิกษุทั้งปวงให้อิ่มหนำ โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ สัตถุสัมปทา ก็เราถวายเนยใสหน่อยเดียวแล้ว ย่อมได้เนยใสประมาณมิได้ น้ำในมหาสมุทรมีประมาณถึงยอดเขาสุเมรุ เมื่อเทียบกับเนยใสของเรา จักไม่เท่าส่วนแห่งเสี้ยว โอกาสแห่งจักรวาฬ ที่เขาทำให้เป็นกองประมาณเท่าใด โอกาสนั้น ย่อมไม่สมกับกองผ้าทั้ง หลายที่เกิดขึ้นแก่เรา ขุนเขาหิมวันต์ล้วนแต่หินแม้จะสูงสุด ก็จักไม่เท่า ของหอม เนยใส และสิ่งอื่นอันเกิดในปัจจุบัน และนิพพานอันปัจจัยไม่ ปรุงแต่ง นี้เป็นผลแห่งการถวายเนยใส เราเป็นผู้มีสติปัฏฐานเป็นที่นอน มีสมาธิและฌานเป็นอารมณ์ วันนี้ เราเป็นผู้ยังโพชฌงค์ให้เกิด นี้เป็นผล แห่งการถวายเนยใส เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมด แล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่ เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด แล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระเมตตคูเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ เมตตคูเถราปทาน. โธตกเถราปทานที่ ๔ (๔๐๔) ว่าด้วยผลแห่งการถวายสะพาน [๔๐๖] ในกาลนั้น แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรสี ไหลมาจากภูเขาหิมวันต์ ไหลผ่านไป ทางประตูพระนครหงสวดี อารามชื่อโสภิตะ มหาชนสร้างไว้อย่างสวยงาม ใกล้ฝั่งแม่น้ำ พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้นำของโลก ประทับ อยู่ในอารามนั้น พระผู้มีพระภาคอันหมู่มนุษย์แวดล้อมแล้ว ประทับนั่ง ในอารามนั้น ดังพระอินทร์จากดาวดึงส์ ไม่ครั่นคร้ามดุจไกรสีหราช ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์เป็นพราหมณ์มีนามชื่อว่าฉฬังคะ อยู่ในนคร หงสวดีมีชื่ออย่างนั้น ในกาลนั้น ศิษย์ ๑๘๐๐ คนแวดล้อมข้าพระองค์ ข้าพระองค์พร้อมด้วยศิษย์เหล่านั้นเข้าไปสู่ฝั่งแม่น้ำ ณ ที่นั้น ข้าพระองค์ ได้เห็นพระหลายรูปผู้ไม่คดโกง ผู้ชำระบาปแล้ว กำลังข้ามแม่น้ำภาคีรสีอยู่ ขณะนั้นข้าพระองค์คิดอย่างนี้ว่า บุตรแห่งพระพุทธเจ้าผู้มียศมากเหล่านี้ ข้ามแม่น้ำทั้งเย็นและเช้า ย่อมทำตนให้ลำบาก ย่อมทำตนให้เดือดร้อน บัณฑิตย่อมกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เลิศของโลก พร้อมทั้ง เทวโลก เครื่องสักการะสำหรับชำระทางคือคติในทักขิณาของเราไม่มี ถ้า เช่นนั้น เราพึงทำสะพานข้ามแม่น้ำถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เถิด ครั้นเราให้ทำสะพานนี้แล้ว จะข้ามภพนี้ได้ ข้าพระองค์ได้ให้ทรัพย์ ๑๐๐ (บ้าง) ๑๐๐๐ (บ้าง) แล้วให้ทำสะพาน ด้วยข้าพระองค์เชื่อว่า กุศลที่เราทำแล้วนี้จักไพบูลย์ ข้าพระองค์ให้ทำสะพานนั้นเสร็จแล้ว ได้ เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้นำของโลก ประนมอัญชลีเหนือเศียร แล้วได้ กราบทูลดังนี้ว่า ข้าพระองค์ให้ทรัพย์ ๑๐๐ (บ้าง) ๑๐๐๐ (บ้าง) แล้วให้ ทำสะพานนี้ ข้าแต่พระมหามุนี ขอได้โปรดทรงรับสะพานใหญ่ เพื่อ ประโยชน์แก่พระองค์เถิด พระเจ้าข้า พระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้ให้ทำสะพานด้วยมือของ ตนให้แก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นี้แม้ตก ลงในเหวก็ดี จากภูเขาก็ดี จากต้นไม้ก็ดี แม้จุติแล้วจักได้ที่ตั้งมั่น นี้ เป็นผลแห่งการให้สะพาน ศัตรูทั้งหลายย่อมข่มขี่ไม่ได้ เปรียบเหมือนลม ข่มขี่ต้นไทรอันมีรากและย่านงอกงามไม่ได้ ฉะนั้น นี้เป็นผลแห่งการ ถวายสะพาน พวกโจรย่อมข่มเหงไม่ได้ กษัตริย์ทั้งหลายย่อมไม่ดูหมิ่น ผู้นี้จักข้ามพ้นศัตรูทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน ผู้นี้ประกอบ ด้วยบุญกรรม ถึงจะอยู่ในโอกาสแจ้ง ถูกแดดกล้าจัดแผดเผา ก็จักไม่มี เวทนา ในเทวโลกก็ดี ในมนุษยโลกก็ตาม ยานช้างอันตกแต่งดีแล้ว ดังจะรู้ความดำริของผู้นั้น จักบังเกิดในทันที ม้าสินธพ ๑๐๐๐ ม้าอันเป็น พาหนะมีกำลังวิ่งเร็วดังลม จักคอยรับใช้ทั้งเวลาเย็นและเช้า นี้เป็นผล แห่งการถวายสะพาน ผู้นี้มาเกิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้มีความสุข แม้ ในการเกิดเป็นมนุษย์นี้ ก็จักมียานช้าง ในแสนกัลปแต่กัลปนี้ พระศาสดา มีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จ อุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นทายาท ในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็น โอรสอันธรรมนิรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นิพพาน โอ เราได้ทำกุศลกรรมแล้วในพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้อุดม เราเป็นผู้บรรลุความสิ้นอาสวะ เพราะได้ทำกุศลกรรมในพระพุทธ- เจ้าพระองค์นั้น เราเป็นผู้ทำความเพียร มีตนส่งไปแล้ว สงบระงับ ไม่ มีอุปธิ ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดัง ช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้า ของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระโธตกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ โธตกเถราปทาน. อุปสีวเถราปทานที่ ๕ (๔๐๕) ว่าด้วยผลแห่งการสร้างอาศรม [๔๐๗] เราสร้างอาศรม สร้างบรรณศาลาอย่างสวยงาม ณ ที่ใกล้ภูเขาชื่ออโนมะ อันมีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ ณ ที่นั้นมีแม่น้ำไหลอยู่ มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ กอปทุมและกออุบลเป็นอันมาก ย่อมเกิดที่ท่าน้ำอันชุ่มชื้น ในแม่น้ำนั้น มีปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลา ตะเพียน และเต่าชุกชุม มีน้ำไหลอยู่ในกาลนั้น มีต้นดีหมี ต้นอโสก ต้นเข็ม ต้นชาตบุด มะงั่ว และมะนาว มีดอกบาน ขึ้นอยู่รอบอาศรม ของเรา ไม่มีอัญชันเขียว มะลิซ้อน ต้นรัง ต้นสน ต้นจำปา ขึ้นอยู่ เป็นหมู่ๆ มากด้วยกัน มีดอกบาน ต้นกุ่ม ต้นอุโลก สลัดได มี ดอกบาน ต้นประดู่ และมะซางหอม มีดอกบานมีอยู่ในที่ใกล้อาศรม ของเรา ต้นราชพฤกษ์ แคฝอย ต้นคัดเค้า ต้นประยงค์ มะกล่ำหลวง ไม้ข้างน้าว มีดาษดาอยู่โดยรอบกึ่งโยชน์ มาตกรา ต้นชะบาซ้อน ต้น โลดแดง ขึ้นเป็นหมู่อยู่ใกล้แม่น้ำ ไม้ปรู สมอพิเภก กำลังดอกบาน มีอยู่มาก ต้นสมอมีอยู่มาก กำลังดอกบาน อยู่ใกล้อาศรมของเรา เมื่อ ต้นไม้เหล่านี้มีดอก ต้นไม้ทั้งหลายก็งามมาก โดยรอบที่อาศรมของเรา ย่อมหอมตลบไปด้วยกลิ่นดอกไม้นั้น มีต้นสมอไทย มะขามป้อม มะม่วง ไม้หว้า สมอพิเภก ต้นกะเบา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม ต้นมะปราง ต้นมะพลับ ต้นมะหาด ต้นมะทราง ต้นมะดูก ต้นขนุนสำมะลอ ต้น ขนุน ต้นกล้วย ต้นจันทรีผลา ต้นมะกอก ต้นวัลลิการ ผลานิ มี มากมาย ผลกำลังสุกงอมหล่นอยู่ใกล้อาศรมของเรา อาฬกา อิสิมุคคา จ ตโต โสรผลา พหูอวฏา ปกกภริตา มิลกฺขุทุมฺพรานิ จ เถาดีปลี กะวาน ต้นไทร ต้นมะขวิด ต้นมะเดื่อ มีมากมาย มีผลสุก ปาริโย ต้นไม้เหล่านี้และชนิดอื่นมีมากมาย กำลังมีผลใกล้อาศรมของเรา แม้ต้น ไม้ดอกก็มีมาก กำลังบานใกล้อาศรมของเรา เช่นมะลิวัน ต้นกระทุ่ม ต้นนมแมว และคนทา อาลกา และต้นปาล์ม มีอยู่ใกล้อาศรมของเรา ในที่ไม่ไกลอาศรมของเรานั้น มีสระใหญ่ที่เกิดเองสระหนึ่ง มีน้ำใสแจ๋ว จืด เย็นสนิท มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ ในสระนั้น มีกอปทุม กอ อุบล และกอบุณฑริก มากมาย ดาษดาด้วยบัวขาวและบัวเผื่อน ลมพัด พากลิ่นหอมต่างๆ มา กอปทุมกอหนึ่งกำลังตูม กออื่นๆ มีดอกบาน ดอกปทุมบานแล้ว ร่วงหล่นลง คงมีแต่ฝักบัวเป็นอันมาก น้ำหวานที่ ไหลออกจากรากเหง้าบัว รสหวานปานดังน้ำผึ้ง นมสด และเนยใส ดอก โกมุทมีกลิ่นหอมต่างๆ ด้วยกลิ่นหอมนั้น มีดอกบานมากมาย เราเห็น อยู่โดยรอบเสมอ ที่ใกล้ขอบสระ มีไม้เกตเป็นอันมาก มีดอกบาน ต้น ชะบาดอกบานสะพรั่ง อัญชันขาวดอกมีกลิ่นหอม จระเข้ ปลาฉลาม คหกา ย่อมเกิดอยู่ในสระนั้น ในสระนั้น มีอุคฺคาหกา งูเหลือมมาก ปลา สลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน เต่า มากมาย อโถ สปฏเกหิ จ นกพิราบ นกคับแค นกควัก นกกาน้ำ นกต้อย- ตีวิด นกสาลิกา นกค้อนหอย นกโพระดก กระรอก นกเขา เหยี่ยว อุทธรา มีอยู่มาก หมาจิ้งจอก ลูกนกแขกเต้า ไก่ป่า ฟาน มีอยู่มาก กาเสนิยา จ ติลกา ย่อมอาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาไน เสือดาว ลิง กินนร ปรากฏอยู่ใกล้อาศรม ของเรา เราสูดกลิ่นหอมเหล่านั้น บริโภคผลไม้ และดื่มน้ำหอม อยู่ใน อาศรมของเรา เนื้อทราย หมู เนื้อฟาน ขุทฺทรูปกา อัคคิกา (นกเขา ไฟ) นกโชติกร หงส์ นกกระเรียน นกยูง และประกอบด้วยนกดุเหว่า อยู่ใกล้อาศรมของเรา หน่อไม้ ไม้กำคูน ต้นโปตฺถสีสกา มีอยู่มาก พวกปีศาจ อสูร กุมภัณฑ์ ผีเสื้อน้ำ มีมาก พวกนกครุฑ งู ย่อมอยู่ ใกล้อาศรมของเรา ฤาษีทั้งหลายมีอานุภาพมาก มีจิตสงบระงับมั่นคง ทั้งหมดล้วนทรงคนโทน้ำ นุ่งหนังสัตว์ ทั่งเล็บ สวมชฎา และมีหาบ เต็ม อยู่ในอาศรมของเรา ทอดตาดูประมาณชั่วแอก มีปัญญา มีความ ประพฤติสงบ ยินดีด้วยลาภและความเสื่อมลาภ อยู่ในอาศรมของเรา ฤาษีเหล่านั้นสลัดผ้าเปลือกไม้กรอง เคาะหนังสัตว์ แข็งแรงด้วยกำลัง ของตน ย่อมเหาะไปได้ในอากาศในกาลนั้น นำเอาน้ำใหม่และไม้สำหรับ ทำฟืนใส่ไฟมา และบวชเอาเอง นี้เป็นผลแห่งปาฏิหาริย์ของตนๆ ฤาษี เหล่านั้นถือหม้อโลหะ อยู่ในท่ามกลางป่า เปรียบเหมือนช้างกุญชร มหานาค และไกรสรราชสีห์ผู้ไม่ครั่นคร้าม ฤาษีพวกหนึ่งไปสู่อุตตรกุรุทวีป ต่างก็เห็นกำลังของตนๆ (ของกันและกัน) ฤาษีเหล่านั้น ต่างนำเอา อาหารจากทวีปนั้นๆ มาบริโภคร่วมกัน เมื่อฤาษีทั้งหมดผู้มีเดชรุ่งเรือง ผู้คงที่ หลีกไป ด้วยเสียงหนังสัตว์ ป่าย่อมมีเสียงดังลั่นในกาลนั้น ข้าแต่ พระมหาวีระ พวกศิษย์ของข้าพระองค์ เหล่านั้นมีเดชรุ่งเรืองเช่นนี้ ข้าพระองค์แวดล้อมด้วยฤาษีเหล่านั้น อยู่ในอาศรมของข้าพระองค์ ฤาษี เหล่านี้ยินดีด้วยกรรมของตน ข้าพระองค์แนะนำแล้วมาประชุมกัน เพลิดเพลินในกรรมของตน ยังข้าพระองค์ให้ยินดี และเป็นผู้มีศีล มี ปัญญา ฉลาดในอัปปมัญญา พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชา เป็นผู้นำวิเศษ ทรงทราบเวลาแล้ว เสด็จเข้ามาใกล้ ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีความเพียร มีปัญญา เป็นมุนี เสด็จมาใกล้ จึงทรงรับบาตร แล้วเสด็จเข้ามาเพื่อภิกษา ข้าพระองค์ได้เห็นพระมหาวีระ พระนามว่าปทุมุตระเสด็จเข้ามา จึงปูลาดเครื่องลาดหญ้าแล้วเกลี่ยด้วยดอก รัง ทูลเชิญพระสัมพุทธเจ้าประทับนั่งแล้วทั้งดีใจและสลดใจ ได้รีบขึ้น ไปบนภูเขา นำเอากฤษณามา ได้เก็บเอาขนุนอันมีกลิ่นหอม ผลโต ประมาณเท่าหม้อ ยกขึ้นบ่าแบกมา เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นพิเศษ ได้ถวายผลขนุนแก่พระพุทธเจ้าแล้ว ไล้ทากฤษณา ข้าพระองค์มีจิต เลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งใน ท่ามกลางพวกฤาษี ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้ถวายผลขนุน กฤษณา และอาสนะแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว โภชนาหารดังจะรู้จิตคนผู้นี้ จักเกิดขึ้นทั้งในบ้าน ในป่า ที่เงื้อมเขาหรือใน ถ้ำ คนผู้นี้บังเกิดในเทวโลกหรือในมนุษยโลก จักอิ่มเอิบบริบูรณ์ด้วย โภชนาหารและผ้าผ่อน คนผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็นผู้มีโภคสมบัติร้อยล้านแสนโกฏิท่องเที่ยวไป จักรื่นรมย์อยู่ใน เทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง จักเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๗๑ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน ไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ในแสนกัลป สกุลโอกกากะจักสมภพ พระ- ศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จัก เสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักได้เป็นสาวกของพระศาสดาโดยมีนามชื่อว่า อุปสีวะ จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้เห็น พระพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกนี้ เป็นลาภที่เราได้ดีแล้ว วิชชา ๓ เราบรรลุ แล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ในบ้านก็ตาม ในป่า ก็ตาม ที่เงื้อมเขาก็ตาม ในถ้ำก็ตาม โภชนาหารดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมมีแก่เราทุกเมื่อ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มา ในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุ แล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอุปสีวเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ อุปสีวเถราปทาน. นันทกเถราปทานที่ ๖ (๔๐๖) ว่าด้วยผลแห่งการถวายมณฑป [๔๐๘] ในกาลก่อน เราได้เป็นพรานเนื้อ (เที่ยว) อยู่ในป่าใหญ่ เที่ยวแสวงหา เนื้อฟานอยู่ ได้พบพระสยัมภู ในกาลนั้น พระสยัมภูสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่ แพ้อะไรๆ พระนามว่าอนุรุทธะ ผู้เป็นนักปราชญ์ ทรงพระประสงค์วิเวก จึงเสด็จเข้าป่า เราถือเอาท่อนไม้ ๔ ท่อนมาปักลงในที่ ๔ มุม ทำเป็น มณฑปเรียบร้อยแล้ว มุงด้วยดอกปทุม ครั้นมุงมณฑปแล้ว ได้ถวายบังคม พระสยัมภู ทิ้งธนูไว้ ณ ที่นั้นเอง แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อเรา บวชแล้วไม่นานโรคก็เกิดขึ้นแก่เรา เราระลึกถึงบุรพกรรมได้ ได้ทำกาละ ณ ที่นั้น เราประกอบด้วยบุรพกรรม จึงได้ไปสู่เทวโลกชั้นดุสิต ในชั้น ดุสิตนั้นวิมานทองย่อมเกิดขึ้นแก่เราตามปรารถนา เราอธิษฐานยาน อัน เป็นทิพย์อันเทียมด้วยม้าพันม้า ขึ้นบนยานนั้นแล้ว ย่อมไปตามความ ปรารถนา เมื่อเราอันบุญกรรม นำมาจากมนุษยโลกนั้นมาเป็นเทวดา มณฑปย่อมทรงไว้แก่เราในที่ร้อยโยชน์โดยรอบ เรานั้นนอนอยู่บนที่นอน ที่ไม่มีเครื่องนุ่ง ลาดด้วยดอกไม้ ดอกปทุมทั้งหลายย่อมตกลงมาจากอากาศ เป็นนิตยกาล เมื่อพยับแดดเต้นไหวอยู่ เมื่อแดดแผดเผาอยู่ แดดย่อม ไม่แผดเผาเรา นี้เป็นผลแห่งการทำมณฑปถวาย เราล่วงพ้นทุคติแล้ว ปิด อบายทั้งหลาย (เมื่อเราอยู่) ที่มณฑปหรือที่โคนไม้ ความร้อนย่อมไม่มี แก่เรา เราอธิษฐานสัญญาว่าเป็นแผ่นดินแล้ว ข้ามทะเลไปก็ได้ เรานั้น ได้ทำกุศลกรรมแล้วหนอ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราทำทางในอากาศแล้ว เหาะไปในอากาศก็ได้ โอ เราได้ทำกุศลกรรมแล้ว นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราย่อมระลึกชาติก่อนๆ ได้ ชำระทิพยจักษุแล้ว อาสวะทั้งหลายของเรา สิ้นแล้ว นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ชาติก่อนๆ เราละได้แล้ว เราเป็นโอรส ของพระพุทธเจ้า และทายาทในสัทธรรม นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเป็น ผู้ยังพระสุคตเจ้า พระนามว่าโคดมศากยบุตรให้โปรดปรานแล้ว เป็นผู้ทรง ธรรม เป็นทายาทในธรรม นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราบำรุงพระสัมพุทธ- เจ้าพระนามว่าโคดมศากยบุตรแล้ว ได้ทูลถามพระองค์ผู้นำของโลกถึงทางที่ จะไปสู่นิพพาน พระพุทธเจ้าอันเราทูลถามแล้ว ได้ตรัสบอกบทอันลึกซึ้ง ละเอียด เราฟังธรรมของพระองค์แล้ว ได้บรรลุความสิ้นอาสวะ โอ เรา ทำกรรมดีแล้ว เราพ้นจากชาติทุกข์แล้ว มีอาสวะทั้งปวงสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มา ในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุ แล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระ- พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระนันทกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ นันทกเถราปทาน. เหมกเถราปทานที่ ๗ (๔๐๗) ว่าด้วยผลแห่งการถวายตั่งแก้ว [๔๐๙] ในกาลนั้น เราเป็นดาบสชื่ออโนมะ ทำอาศรมอย่างสวยงาม ไว้ใกล้ยอด เงื้อมเขา อยู่ในบรรณศาลา กรรมคือตบะของเรานั้นสำเร็จแล้ว เราถึง ความสำเร็จในกำลังของตน กล้าหาญในสามัญของตน มีความเพียร มี ปัญญา เป็นมุนี แกล้วกล้าในลัทธิสมัยของตน ฉลาดในการโต้ตอบ ไปได้ทั้งบนพื้นดินและในอากาศ ฉลาดในลางร้ายดี ปราศจากความ เศร้าโศก ไม่แข่งดี มีอาหารน้อย ไม่โลภจัด ยินดีด้วยลาภ และความ เสื่อมลาภมีปกติเพ่ง ยินดีในฌาน เป็นมุนี ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าปิยทัสสี ผู้เลิศ มีพระกรุณา เป็นมุนี พระองค์ทรงประสงค์ จะขนสัตว์ให้ข้าม จึงทรงแผ่พระกรุณาไป พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี ทรงพิจารณาเห็นคนผู้ควรตรัสรู้แล้ว ก็เสด็จไปประทานโอวาทในพันแห่ง จักรวาฬ พระองค์ทรงประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงเสด็จเข้ามาสู่อาศรมเรา พระชินเจ้าเราไม่เคยเห็นมาก่อนและไม่เคยได้ฟังมาแต่ใครๆ แม้แต่การฝัน เห็นก็ไม่เคยเกิดแก่เรา แต่ลักษณะทั้งหลายเรารู้ดี เราไปได้ทั้งบนพื้นดิน และในอากาศ ฉลาดในบทนักษัตร เรานั้นได้ฟังข่าวพระพุทธเจ้าแล้ว ยัง จิตให้เลื่อมใสในพระพุทธองค์ จะยืนหรือนั่งอยู่ก็ตาม ย่อมระลึกถึงเป็น นิตยกาล เมื่อเราระลึกอยู่อย่างนี้ แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงระลึกถึง เมื่อ เราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ปีติย่อมมีแก่เราทุกขณะ พระมหามุนีทรงรอเวลา อีกหน่อยแล้ว จึงเสด็จเข้ามาหาเรา แม้เมื่อพระองค์เสด็จถึง เราก็ไม่รู้ว่า ผู้นี้เป็นพระพุทธเจ้ามหามุนี พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสีผู้สงเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณาทรงยังตน (เรา) ให้ทราบว่า เราเป็นพระพุทธเจ้า ในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก ครั้นเรารู้จักพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้มหามุนีแล้ว ยังจิตของตนให้เลื่อมใส ได้กราบทูลดังนี้ว่า ขอ ภิกษุทั้งปวงจงนั่งบนตั่ง บนบัลลังก์ และบนอาสันทิ ส่วนพระองค์ผู้มี พระกรุณาในสัตว์ทั้งปวง เชิญประทับบนอาสนะทอง ในขณะนั้น เรา นิรมิตตั่งอันสำเร็จด้วยแก้วล้วนๆ แล้ว นิรมิตอาสนะด้วยฤทธิถวายแด่ พระมุนีพระนามว่าปิยทัสสี เมื่อพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนตั่งแก้วที่เรา นิรมิตด้วยฤทธิแล้ว เราได้ถวายผลหว้าโต ประมาณเท่าหม้อข้าวทันที พระมหามุนีทรงยังความยินดี ให้เกิดแก่เราแล้ว เสวยผลหว้าในกาลนั้น เรายังจิตให้เลื่อมใสแล้ว ถวายบังคมพระศาสดา ก็พระผู้มีพระภาคพระนาม ว่าปิยทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ประทับนั่งอยู่บนอาสนะ แก้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใด ได้ถวายตั่งแก้วและผลหว้าแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ใน เทวโลกตลอด ๗๗ กัลป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง จักได้เป็น เทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๒ ครั้ง จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอัน ไพบูลย์โดยคณานับมิได้ จักได้บัลลังก์ทองคำ และบัลลังก์อันงาม บัลลังก์ แก้วทับทิม และบัลลังก์รัตนะ เป็นอันมาก ที่ทำอย่างสวยงาม บัลลังก์ มากมายอันเป็นที่ชอบใจจักแวดล้อมผู้นี้ ผู้พรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม แม้ เดินอยู่ ทุกเมื่อ ปราสาทอันเป็นเรือนยอดและที่นอนอันควรค่ามาก ดัง จะรู้จิตของผู้นี้ จักบังเกิดขึ้นทุกเมื่อ ช้างพลาย ๖ หมื่น ประดับด้วย เครื่องอลังการทั้งปวง มีสายประคนพานหน้าและพานหลัง แล้วด้วยทอง ประกอบด้วยเครื่องประดับศีรษะและข่ายล้วนเป็นทอง อันควาญช้างผู้ถือ หอกซัดและขอขึ้นอยู่บนคอ ช้างเหล่านั้นจักบำเรอผู้นี้ นี้เป็นผลแห่งการ ถวายตั่งแก้ว ม้าสินธพอาชาไนยโดยกำเนิด ๖ หมื่นม้า เป็นพาหนะวิ่งเร็ว อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันหมอม้ามีมือถือธนูสวมเกราะหนัง ขึ้นขี่อยู่ ม้าเหล่านั้นจักบำเรอผู้นี้ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว รถ ๖ หมื่น อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองบ้าง หุ้มด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง สอดใส่เครื่องรบ ปักธงหน้ารถ อันนายสารถี มีมือถือธนูสวมเกราะขึ้นประจำรถอยู่ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็น ผลแห่งการถวายตั่งแก้ว แม่โคนมและโคผู้ตัวงาม ๖ หมื่นตัว จักยังลูกโค ให้เกิด นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว หญิง ๑๖๐๐๐ คน อันประดับ ด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร ประดับประดาด้วยมณี และกุณฑล มีหน้าเบิกบาน ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว ในกัลปที่ ๑๘๐๐๐ จักมีพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมผู้มีจักษุ กำจัดความมืดมน อันธการในโลก ผู้นี้อาศัยการได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จักตัดความ กังวลออกบวช จักยังพระศาสดาให้โปรดปรานแล้ว ยินดียิ่งอยู่ในศาสนา ได้ฟังธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว จักเผากิเลสทั้งหลาย จัก กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะนิพพาน ความเพียรของเรา เป็นเครื่องนำไปซึ่งธุระ นำมาซึ่งความเกษมจากโยคะ เราปรารถนาประโยชน์ อันสูงสุด อยู่ในพระศาสนา ภพนี้เป็นภพที่สุดของเรา ภพสุดท้ายย่อม เป็นไป เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่อง ผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนัก พระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดย ลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระเหมกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ เหมกเถราปทาน.
วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557
ติสสเมตเตยยเถราปทาน
ป้ายกำกับ:
ติสสเมตเตยยเถราปทาน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น