ติมิรปุปผิยเถราปทานที่ ๑ (๘๑) ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกดีหมี [๘๓] เรา (เที่ยว) ไปตามกระแสน้ำใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ได้เห็นพระสมณะ ซึ่งประทับนั่งอยู่ ผู้ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระสมณะนั้น แล้วให้คิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า พระผู้มีพระภาคนี้ทรงข้ามเองแล้ว จักทรงยัง สรรพสัตว์ให้ข้าม ทรงทรมานเองแล้ว จักทรงทรมานสรรพสัตว์ ทรงเบา พระทัยเองแล้ว จักทรงยังสรรพสัตว์ให้เบาใจ ทรงสงบเองแล้ว จักทรง ยังสรรพสัตว์ให้สงบ ทรงพ้นเองแล้ว จักทรงยังสรรพสัตว์ให้พ้น ทรงดับ เองแล้ว จักทรงยังสรรพสัตว์ให้ดับ ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ถือเอา ดอกดีหมี มาโปรยลงบนพระเศียรแห่งพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณใหญ่ พระนามว่าสิทธัตถะ ในกาลนั้น (บูชา) แล้วประนมอัญชลี ทำประทักษิณ พระองค์ และถวายบังคมพระบาทพระศาสดาแล้ว กลับไปทางทิศอื่น พอ เราไปแล้วไม่นาน พระยาเนื้อได้เบียดเบียนเรา เราเดินไปตามริมเหว ได้ตกลงในเหวนั้นนั่นเอง ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้บูชาด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่ ๕๖ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ พระนามว่ามหารหะ ทรง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้, ทราบว่า ท่านพระติมิรปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ ติมิรปุปผิยเถราปทาน. คตสัญญกเถราปทานที่ ๒ (๘๒) ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกกรรณิการ์ ๗ ดอก [๘๔] เรามีอายุ ๗ ปีโดยกำเนิด บรรพชาเป็นสามเณร มีใจเลื่อมใส ได้ถวายบังคม พระบาทของพระศาสดาได้โยนดอกไม้กรรณิการ์ ๗ ดอกขึ้นไปในอากาศ อุทิศเฉพาะพระพุทธเจ้า พระนามว่าติสสะ ผู้ทรงคุณอนันต์ดังสาคร มีใจ ยินดีและเลื่อมใสบูชาหนทางที่พระสุคตเสด็จดำเนิน ได้กระทำอัญชลีด้วย มือทั้งสองของตน ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ ได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่ ๘ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ พระองค์ มีพระนามว่าอัคคิสิขะ ทรง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระคตสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ คตสัญญกเถราปทาน. นิปันนัญชลิกเถราปทานที่ ๓ (๘๓) ว่าด้วยผลแห่งการประนมอัญชลีด้วยจิตเลื่อมใส [๘๕] เราเป็นไข้หนักนั่งอยู่ที่โคนไม้ ในป่าชัฏใหญ่ เป็นผู้ควรได้รับความกรุณา อย่างยิ่ง พระศาสดาพระนามว่าติสสะ ทรงอนุเคราะห์เสด็จมาหาเรา เรานั้น นอนอยู่ ได้ประนมอัญชลีเหนือเศียรเกล้า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ แล้วได้ทำกาละ ณ ที่นั้น ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษ ด้วยกรรม นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายบังคม ในกัลปที่ ๕ แต่ กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๕ พระองค์ มีพระนามว่ามหาสิขะ ทรง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระนิปันนัญชลิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ นิปันนัญชลิกเถราปทาน. อโธปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๘๔) ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกไม้บูชา [๘๖] ภิกษุชื่ออภิภู เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี มีอานุภาพมาก บรรลุวิชชา ๓ เข้ามาสู่ภูเขาหิมวันต์ในกาลนั้น แม้เราก็เป็นฤาษีผู้ชำนาญ ในอัปปมัญญาและฤทธิ์อยู่ในอาศรมรมณิยสถาน ใกล้ภูเขาหิมวันต์ เรา ปรารถนาภูเขาอย่างยิ่ง เปรียบเหมือนนกในอากาศปรารถนาอากาศ ฉะนั้น เราเก็บดอกไม้ที่เชิงเขาแล้ว มาสู่ภูเขา หยิบดอกไม้ ๗ ดอกโปรยลงบน พระเศียร เราอันพระวีระแลดูแล้ว เดินบ่ายหน้าไปทางทิศปราจีน เรามุ่ง ไปสู่ที่อยู่ ถึงอาศรมแล้ว เก็บหาบเครื่องบริขาร แล้วเดินไปตามระหว่าง ภูเขา งูเหลือมเป็นสัตว์ร้ายกาจ มีกำลังมาก รัดเรา เราระลึกถึงบุรพกรรม ได้ทำกาละ ณ ที่นั้น ในกัลปที่ ๓๑ แต่กัลปนี้ เราโปรยดอกไม้ใด ด้วย กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอโธปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ อโธปุปผิยเถราปทาน. รังสิสัญญกเถราปทานที่ ๕ (๘๕) ว่าด้วยผลแห่งการถวายบังคม [๘๗] เมื่อก่อน เราสำเร็จการอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ เรานุ่งห่มหนังสัตว์อยู่ในระหว่าง ภูเขา เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณดังทองคำ ดุจพระอาทิตย์ แผดแสง เสด็จเข้าป่า งามเหมือนพระยารังมีดอกบาน จึงยังจิตให้เลื่อมใส ในรัศมีแล้วนั่งกระโหย่ง ประนมอัญชลี ถวายบังคมแด่พระผู้มีพระภาค พระนามว่าวิปัสสี ด้วยเศียรเกล้า ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ทำ กรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญา ในรัศมี คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระรังสิสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ รังสิสัญญกเถราปทาน. รังสิสัญญิกเถราปทานที่ ๖ (๘๖) ว่าด้วยผลแห่งการทำจิตให้เลื่อมใสในพุทธรัศมี [๘๘] เราทรงผ้าเปลือกไม้คากรองอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ ขึ้นสู่ที่จงกรมแล้วนั่งผินหน้า ไปทางทิศปราจีน เราได้เห็นพระสุคตเจ้าพระนามว่าผุสสะ ผู้ยินดีในฌาน ทุกเมื่อ (เสด็จมา) บนภูเขา จึงประนมอัญชลีแล้วยังจิตให้เลื่อมใสในพระ รัศมี ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระรัศมี คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ- ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระรังสิสัญญิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ รังสิสัญญิกเถราปทาน. ผลทายกเถราปทานที่ ๗ (๘๗) ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม้ [๘๙] เราทรงหนังสัตว์หยาบอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ ได้เห็นพระชินเจ้าผู้ประเสริฐ พระนามว่าผุสสะ จึงถือผลไม้ไปถวาย เรามีใจผ่องใส ได้ถวายผลไม้ใด ผลไม้นั้นบังเกิดแก่เราในภพที่เราเกิดแล้ว ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้ ถวายผลไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย ผลไม้ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ชัดแจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ ผลทายกเถราปทาน. สัททสัญญกเถราปทานที่ ๘ (๘๘) ว่าด้วยผลแห่งการเลื่อมใสตามเสียงแสดงธรรม [๙๐] เราอยู่บนเครื่องลาดใบไม้ ณ ภูเขาหิมวันต์ ได้ยังจิตให้เลื่อมใสในพระสุรเสียง ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าผุสสะ กำลังทรงแสดงธรรม ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสัททสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ สัททสัญญกเถราปทาน. โพธิสิญจกเถราปทานที่ ๙ (๘๙) ว่าด้วยผลแห่งการรดน้ำโพธิพฤกษ์ [๙๑] ได้มีการฉลองพระมหาโพธิแห่งพระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี ในกาลนั้น เราบวชอยู่ได้ถือเอาดอกโกสุมเข้าไปบูชา แล้วเอาน้ำเข้าไปรดที่โพธิพฤกษ์ ด้วยกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคทรงพ้นแล้ว จักทรงยังสรรพสัตว์ให้พ้น ทรง ดับแล้ว จักทรงยังสรรพสัตว์ให้ดับหนอ ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ รดน้ำโพธิพฤกษ์ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ รดน้ำไม้โพธิ์ ในกัลปที่ ๓๓ อันกำลังเป็นไป ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้เป็น จอมชนรวม ๘ พระองค์ ทรงพระนามว่าอุทกาเสจนะ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ- ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระโพธิสิญจกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ โพธิสิญจกเถราปทาน. ปทุมปุปผิยเถราปทานที่ ๑๐ (๙๐) ว่าด้วยผลแห่งการโยนดอกปทุมขึ้นบูชา [๙๒] เราเข้าไปยังป่าบัว บริโภคเหง้าบัวอยู่ ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า ผุสสะ มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ เราจับดอกปทุมโยนขึ้นไป ในอากาศ เราระลึกถึงกรรมอันลามกแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต ครั้น บวชแล้ว มีกายและใจอันสำรวมแล้ว ละวจีทุจริต ชำระอาชีพให้บริสุทธิ์ แต่กัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราบูชา (พระพุทธเจ้าด้วย) ดอกไม้ใด ด้วยกรรม นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ได้มีพระเจ้าแผ่นดิน (จักรพรรดิ) ๑๘ พระองค์ ทรงพระนามเหมือนกันว่า ปทุมภาส ในกัลปที่ ๑๘ ได้มีพระเจ้าแผ่นดิน ๔๘ พระองค์ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนา เราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปทุมปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ ปทุมปุปผิยเถราปทาน. -----------------------------------------------------
วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557
ติมิรปุปผิยเถราปทาน
ป้ายกำกับ:
ติมิรปุปผิยเถราปทาน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น