วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557

โสภิตเถราปทาน

โสภิตเถราปทานที่ ๑ (๑๓๑)
ว่าด้วยผลแห่งการฟังอาสภิวาจา
             [๑๓๓] พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ทรง                           แสดงอมตบทแก่หมู่ชนเป็นอันมาก เวลานั้นเราได้ฟังพระดำรัสอาสภิวาจา                           ที่พระองค์เปล่งแล้ว ประนมกรอัญชลี เป็นผู้มีใจเป็นอารมณ์เดียว                           (กล่าวว่า)                                        สมุทรเลิศกว่าทะเลทั้งหลาย เขา                                        สุเมรุประเสริฐกว่าเขาทั้งหลาย                                        เป็นที่สั่งสมหิน ฉันใด ชนเหล่าใด                                        ย่อมเป็นไปตามอำนาจจิต ชน                                        เหล่านั้นย่อมไม่เข้าถึงเสี้ยวแห่ง                                        พระพุทธญาณ ฉันนั้น                           พระพุทธเจ้าทรงเป็นฤาษีประกอบด้วยพระกรุณาทรงหยุดการแสดงธรรม                           ประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดสรร-                           เสริญญาณใน (ของ) พระพุทธเจ้าผู้นำของโลก ผู้นั้นจะต้องไม่ไปสู่ทุคติ                           ตลอดแสนกัลป ผู้นั้นจักเผากิเลสทั้งหลายได้แล้วจักเป็นผู้มีอารมณ์เดียว                           มีจิตมั่นคง จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าโสภิตะ เราเผา                           กิเลสได้แล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว วิชชา ๓ เราบรรลุแล้ว พระพุทธ-                           ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ในกัลปที่ ๕๐,๐๐๐ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้า                           จักรพรรดิ ๗ พระองค์ ทรงพระนามว่าสมุคคตะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗                           ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘                           และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว                           ดังนี้.              ทราบว่า ท่านพระโสภิตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ โสภิตเถราปทาน.
สุทัสสนเถราปทานที่ ๒ (๑๓๒)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้เกต
             [๑๓๔] ไม้การเกตกำลังมีดอก มีอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำอันกว้างใหญ่ ข้าพระองค์แสวงหา                           ต้นการเกตนั้นอยู่ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคผู้นำของโลก ในกาลนั้น ข้า                           พระองค์เห็นการเกตมีดอกบาน จึงตัดที่ขั้วแล้วบูชาแด่พระพุทธเจ้าพระ                           นามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก ข้าแต่พระมหามุนีพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ                           พระองค์ทรงบรรลุอมตบทอันไม่เคลื่อนด้วยพระญาณใด ข้าพระองค์บูชา                           พระญาณนั้น ข้าพระองค์ทำการบูชาพระญาณแล้ว ได้เห็นดอกการเกต                           ข้าพระองค์เป็นผู้ได้สัญญานั้น นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระญาณ ในกัลปที่                           ๓๑ แต่กัลปนี้ ข้าพระองค์บูชาพระพุทธญาณด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชา                           นั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลการบูชาพระญาณ ในกัลปที่                           ๓๑ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๒ พระองค์ ทรงพระนามว่า                           พลุคคตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้                           คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว                           พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.              ทราบว่า ท่านพระสุทัสสนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สุทัสสนเถราปทาน
จันทนปูชกเถราปทานที่ ๓ (๑๓๓)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยแก่นจันทน์หอม
             [๑๓๕] เวลานั้น เราเป็นกินนรอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา และเรามีดอกไม้เป็นภักษา                           เป็นผู้กินดอกไม้ ก็พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี เชษฐบุรุษของ                           โลก ประเสริฐกว่านรชนเสด็จเหาะไปบนยอดป่า ดังพระยาหงส์ในอัมพร                           (เรากล่าวว่า) ขอความนอบน้อมจงมี แด่พระองค์บุรุษอาชาไนย จิตของ                           พระองค์บริสุทธิ์ดี พระองค์มีสีพระพักตร์ผ่องใส พระผู้มีพระภาคผู้มีพระ                           ปัญญาดังแผ่นดิน มีเมธาดี เสด็จลงจากอากาศทรงปูลาดผ้าสังฆาฏิแล้ว                           ประทับนั่งโดยบัลลังก์ (ขัดสมาธิ) เราถือเอาแก่นจันทน์หอมไปในสำนัก                           พระชินเจ้า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้บูชาแด่พระพุทธเจ้าถวาย                           บังคมพระสัมพุทธเจ้าเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ยังความ                           ปราโมทย์ให้เกิดแล้ว บ่ายหน้ากลับไปทางทิศอุดร ในกัลปที่ ๑,๘๐๐ แต่                           กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยแก่นจันทน์ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่                           รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ใน ๑,๔๐๐ กัลป แต่กัลปนี้ ได้มี                           พระเจ้าจักรพรรดิ ๓ พระองค์ มีพระนามชื่อว่าโรหินี มีพลมาก คุณวิเศษ                           เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง                           ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.              ทราบว่า ท่านพระจันทนปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ จันทนปูชกเถราปทาน.
ปุปผฉทนิยเถราปทานที่ ๔ (๑๓๔)
ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกไม้เป็นหลังคา
             [๑๓๖] (เราเป็น) พราหมณ์มีนามชื่อว่าสุนันทะ ผู้รู้จบมนต์ เป็นผู้เล่าเรียน                           เป็นผู้ควรขอ ได้บูชายัญชื่อวาชเปยยะ ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคพระ                           นามว่าปทุมุตระผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้เลิศ เป็นพระฤาษีกอปรด้วยพระกรุณา                           ทรงเอ็นดูหมู่ชน เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ พระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้าผู้                           เป็นนายกของโลก เสด็จจงกรมแล้ว ทรงแผ่เมตตาไปในบรรดาสัตว์หา                           ประมาณมิได้ ไม่มีอุปธิ พราหมณ์ผู้รู้จบมนต์เด็ดดอกไม้ที่ขั้วแล้ว ประชุม                           ศิษย์ทั้งหมด ให้ศิษย์ช่วยกันโยนดอกไม้ขึ้นไปในอากาศ ในกาลนั้น                           หลังคาดอกไม้ได้มีตลอดทั่วพระนครไม่หายไป (คงมีอยู่) ตลอด ๗ วัน                           ด้วยพุทธานุภาพ ด้วยกุศลมูลนั้น พราหมณ์ผู้รู้จบมนต์ได้เสวยสมบัติแล้ว                           กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง ข้ามโลก ๓ และตัณหาได้แล้ว ในกัลปที่ ๑๑๐๐                           แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ ๓๔ พระองค์ มีพระนาม                           เหมือนกันว่าอัมพรังสะ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔                           วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้                           ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.              ทราบว่า ท่านพระปุปผฉทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ปุปผฉทนิยเถราปทาน.
รโหสัญญิกเถราปทานที่ ๕ (๑๓๕)
ว่าด้วยผลแห่งการสัญญาในการเลื่อมใส
             [๑๓๗] ภูเขาชื่อวสภะ มีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ที่เชิงเขาวสภะนั้น มีอาศรม                           ที่เราสร้างไว้ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์บอกมนต์กะศิษย์ประมาณ ๓๐๐๐                           เราสั่งสอนศิษย์เหล่านั้นแล้วเข้าอยู่ (ในที่สงัด) ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง                           พราหมณ์ผู้รู้จบมนต์ นั่งอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว แสวงหาเพศ                           พระพุทธเจ้ายังจิตให้เลื่อมใสในพระญาณ ครั้นเรายังจิตให้เลื่อมใสในพระ                           ญาณแล้ว นั่งคู้บัลลังก์อยู่บนเครื่องลาดหญ้า กระทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น                           ในกัลปที่ ๓๑ แต่กัลปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วยสัญญานั้น เรา                           ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระญาณ ในกัลปที่ ๒๗ แต่กัลป                           นี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิราชทรงพระนามว่าสิรีธร ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว                           ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘                           และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว                           ดังนี้.              ทราบว่า ท่านพระรโหสัญญิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ รโหสัญญิกเถราปทาน.
จัมปกปุปผิยเถราปทานที่ ๖ (๑๓๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกจำปา
             [๑๓๘] เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคพระนามว่าเวสสภู ผู้โชติช่วงดังดอกกรรณิการ์                           ประทับนั่งอยู่ที่ระหว่างภูเขา ทรงยังทิศทั้งปวงให้สว่างดังดาวประกายพฤกษ์                           มีมาณพ ๓ คนเป็นผู้ศึกษาดีในศิลปของตน หาบสิ่งของเต็มหาบไปตั้งข้าง                           หลังเรา เราผู้มีตบะใส่ดอกจำปา ๗ ดอกไว้ในห่อ ถือดอกจำปาเหล่านั้น                           บูชา ในพระญาณของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าเวสสภู ในกัลปที่ ๓๑                           แต่กัลปนี้ เราบูชาพระพุทธญาณด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่                           รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระญาณ ในกัลปที่ ๒๙ แต่กัลปนี้                           ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามว่าวิหตาภา ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประ-                           การ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ                           อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.              ทราบว่า ท่านพระจัมปกปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ จัมปกปุปผิยเถราปทาน.
อัตถสันทัสสกเถราปทานที่ ๗ (๑๓๗)
ว่าด้วยผลแห่งการชมเชยพระพุทธเจ้า ๓ คาถา
             [๑๓๙] เรานั่งอยู่ในโรงอันกว้างใหญ่ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตระ                           ผู้เป็นนายกของโลก ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ผู้บรรลุพลธรรมแวดล้อมด้วย                           ภิกษุสงฆ์ ภิกษุสงฆ์ประมาณ ๑ แสน ผู้บรรลุวิชชา ๓ ได้อภิญญา ๖                           มีฤทธิ์มาก แวดล้อมพระสัมพุทธเจ้า ใครเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส ใน                           มนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลกไม่มีอะไรเปรียบ ในพระญาณของพระสัมพุทธ-                           เจ้าองค์ใด ใครได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระญาณไม่สิ้นสุด                           แล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า ชนทั้งหลายแสดงธรรมกาย และไม่อาจทำ                           รัตนากรทั้งสิ้นให้กำเริบได้ ใครได้เห็นแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า พราหมณ์                           นารทะนั้นชมเชยพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้ไม่แพ้ด้วย ๓ คาถา                           นี้แล้วเดินไปข้างหน้า ด้วยจิตอันเลื่อมใสและด้อยการชมเชยพระพุทธเจ้า                           นั้น เราไม่ได้เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัลป ในกัลปที่ ๓๐๐๐ แต่กัลปนี้                           ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์พระนามว่าสุมิตตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว                           ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘                           และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว                           ดังนี้.              ทราบว่า ท่านพระอัตถสันทัสสกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อัตถสันทัสสกเถราปทาน.
เอกรังสนิยเถราปทานที่ ๘ (๑๓๘)
ว่าด้วยผลแห่งการเลื่อมใสในการฟังธรรม
             [๑๔๐] ชนทั้งหลายรู้จักเราว่า เกสวะ โดยนามชื่อว่านารทะ เราแสวงหากุศล                           และอกุศลอยู่ ได้ไปสู่สำนักพระพุทธเจ้า พระมหามุนีพระนามว่าอัตถทัสสี                           ทรงมีจิตเมตตา ประกอบด้วยพระกรุณา พระองค์ผู้มีจักษุ เมื่อทรงปลอบ                           สัตว์ทั้งหลายให้เบาใจ ทรงแสดงธรรมอยู่ เรายังจิตของตนให้เลื่อมใส                           ประนมกรอัญชลีบนเศียรเกล้า ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว บ่ายหน้ากลับ                           ไปทางทิศประจิม ในกัลปที่ ๑๗๐๐ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิราช                           เป็นใหญ่ในแผ่นดิน พระนามว่า อมิตตตปนะ มีพลมาก คุณวิเศษ                           เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง                           ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.              ทราบว่า ท่านพระเอกรังสนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เอกรังสนิยเถราปทาน
สาลาทารกเถราปทานที่ ๙ (๑๓๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกรัง
             [๑๔๑] เวลานั้น เราเป็นราชสีห์พระยาเนื้อมีสกุล เราแสวงหาห้วง (บ่อ) น้ำ                           บนเขา ได้เห็นพระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของโลก จึงดำริว่า พระมหา-                           วีรเจ้าพระองค์นี้ ย่อมยังมหาชนให้ดับได้ ถ้าเช่นนั้น เราพึงเข้าไปเฝ้า                           พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้องอาจกว่านระเถิด เราจึงหักกิ่งรังแล้ว                           แล้วนำเอาดอกมาพร้อมด้วยกระออมน้ำ (ใส่กระออมน้ำมา) เข้าไปเฝ้า                           พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ถวายดอกรังอันงาม ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้                           เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย                           นี้เป็นผลแห่งการถวายดอกไม้ และในกัลปที่ ๙ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้า                           จักรพรรดิ ๓ พระองค์ ทรงพระนามว่าวิโรจนะ มีพลมาก คุณวิเศษ                           เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง                           ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.              ทราบว่า ท่านพระสาลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สาลทายกเถราปทาน.
ผลทายกเถราปทานที่ ๑๐ (๑๔๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะหาด
             [๑๔๒] ในกาลนั้น เราเป็นพรานเที่ยวฆ่าสัตว์อื่นเป็นอย่างมาก สำเร็จการนอนอยู่                           ที่เงื้อมเขา ไม่ไกลพระศาสดาพระนามว่าสิขี เราได้เห็นพระพุทธเจ้า                           อัครนายกของโลก ทั้งเวลาเย็น เวลาเช้า ก็เราไม่มีไทยธรรมสำหรับ                           ถวายแด่พระศาสดาผู้จอมสัตว์ ผู้คงที่ เราได้ถือเอาผลมะหาดไปสู่สำนัก                           พระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคเชษฐบุรุษของโลกผู้ประเสริฐกว่านระทรงรับ                           ต่อแต่นั้น เราได้ถือผลมะหาดไปปวารณา พระองค์ผู้นำวิเศษ ด้วยจิต                           อันเลื่อมใสนั้น เราได้ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้นเอง ในกัลปที่ ๓๑ แต่กัลปนี้                           เราได้ถวายผลมะหาดใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล                           แห่งการถวายผลไม้ ในกัลปที่ ๑๕ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ                           ๓ พระองค์ ทรงพระนามว่ามาลภิ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี                           พลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖                           เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.              ทราบว่า ท่านพระผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ผลทายกเถราปทาน.
-----------------------------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น